[SF] พันธนาการรักข้ามกาลเวลา

 

Romantic Fantasy Fiction

Yama x Yuri : Yuya x Daiki

 

Chapter 1

 

วันนี้ทั้งวันตั้งแต่ออกจากบ้านมาจนถึงเดี๋ยวนี้ จิตใจของร่างบางดูจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก ออกจะว้าวุ่นและเป็นกังวลอย่างที่ยูริเองก็ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักตลอดเวลาจนร่างบางอึดอัด ยูริรู้สึกราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญขาดหายไป บางสิ่งบางอย่างที่สำคัญกำลังเฝ้ารอ และยิ่งไปกว่านั้น ร่างบางรู้สึกราวกับว่าการรอคอยนั้นกำลังจะจบสิ้นลงในไม่ช้าไม่นานนี้แล้ว... 

“เป็นอะไรน้า...ทำไมในใจถึงได้โหยหาอะไรสักอย่างที่ไม่อยากจดจำ...มันคืออะไรกันนะ ที่ทำให้หัวใจเจ็บปวดได้ขนาดนี้...” ร่างบางเอื้อมมือเรียวสวยมากุมหน้าอกตรงกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบระเบิดออกมาอย่างไม่เข้าใจ สองขาพาก้าวเข้าไปในหอสมุดเก่าแก่ของเมืองฟุคุโอกะโดยไม่รู้ตัว ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปใกล้นั้นสร้างความปวดร้าวในอกจนร่างเล็กน้ำตารื้นขอบตาขึ้นมาเรื่อยๆ สองตากลมโตเบิกมองตัวหนังสือสีทองบนบานประตูไม้ที่ดูทั้งหนาและหนัก [คลังตำราม้วนโบราณ] ถัดลงมาก็เป็นอักษรที่บ่งบอกชัดเจนถึงผู้ที่จะสามารถเข้าไปในนั้นได้ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่โบราณคดีเท่านั้น...ขณะที่ยืนจ้องมองอยู่นั้น ร่างเล็กเกิดความต้องการที่ดื้อดึงขึ้นมาในใจอย่างฉับพลัน สองแขนเล็กเอื้อมไปจับห่วงเหล็กบนประตู...

“ทำอะไรน่ะจิเนน! นายจะเข้าไปในนั้นไม่ได้นะ!” เสียงเล็กแหลมของริวทาโร่เพื่อนสนิทของเค้าฉุดให้สติของยูริกลับมาทันทีที่ได้ยิน ร่างบางรีบปล่อยมือออกจากประตูต้องห้ามก่อนจะรีบหันมาหาเพื่อนรักอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันระวังว่าตอนนี้ร่างกายตัวเองไม่ปกติเท่าไหร่นัก อาการเจ็บหัวใจวิ่งลิ่วไปทั่วอกทำเอาคนตัวเล็กทรุดฮวบลงไปทันที ดีที่รุ่นพี่โทโมฮิสะเข้ามารวบตัวเอาไว้ได้ทัน...

“เป็นอะไรไปน่ะจิเนน สบายดีรึเปล่าหื้ม?” ถามออกไปด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับอังมือเข้าที่ซอกคอของคนตัวเล็กเพื่อวัดอุณหภูมิว่าผิดปกติหรือไม่ 

“ม่ะ..ไม่ ไม่เป็นไรฮะ ผมแค่หมุนตัวเร็วไปหน่อย” ร่างบางเขินอายจนหน้าแดง ค่อยๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนแข็งแรงของพี่ชายเพื่อน ทำไมเค้าจะไม่เขินล่ะ ก็คนคนนี้คือคนที่เค้าแอบปลื้มนี่นา ทั้งอ่อนโยน ใจดี แล้วก็เท่ห์สุดๆ ด้วย

“จิเนนรอเรานานเลยใช่มั้ย...ดูสิ หิวจนหน้าซีดเลยอ่ะ เพราะพี่โทโมะแหละ! ชักช้าอยู่ได้!” ริวทาโร่หันไปโวยวายใส่พี่ชายข้างบ้านที่มีศักดิ์เป็นญาติสนิททันทีทันใด ทำเอาพี่ชายคนเดียวในที่นี้เกาหัวแก้เขินกันพัลวัน

“ไปกันเลยนะ เดินไหวมั้ยจิเนน” ร่างสูงออกปากชวนแต่ก็ยังมิวายเป็นห่วงคนตัวเล็กที่ดูซีดเซียวขึ้นทุกขณะ...ร่างเล็กพยักหน้าแล้วฝืนเดินออกไปจากตรงนั้นโดยมีสองพี่น้องคู่กัดเดินนำหน้าไปไม่ห่างนัก..แต่...ยิ่งยูริฝืนเดินจากไปเท่าใด หัวใจดวงน้อยก็ทวีความปวดร้านรุนแรงขึ้นทุกขณะ ยิ่งก้าวขาออกห่างจากห้องนั้นเท่าไหร่ หัวใจบอบบางก็เจ็บร้าวราวกับจะฉีกขาด ร่างบางเริ่มหอบหายใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฝืนเดินมาจนถึงรถคันสวยที่จอดรออยู่ เหงื่อใสผุดขึ้นตามไรผมเพื่อระบายความเจ็บปวด...ร่างบางเอื้อมมือเปิดประตูรถเตรียมจะขึ้นนั่ง แต่แล้วเสียงบางอย่างก็ฉุดให้ร่างบางตัวชาอยู่กับที่...[เจ้าจะจากข้าไปอีกแล้วหรือ..ยอดรักของข้า...] ร่างบางหันหลังกลับไปมองยังที่ที่เพิ่งจากมาด้วยความสงสัย..พลันนั้นเสียงดนตรีโบราณแว่วหวานก็ดังมากับสายลม...

“มีอะไรหรือเปล่าอ่ะจิเนน นายลืมอะไรไว้งั้นเหรอ?” ริวทาโร่ถามออกมาเมื่อเห็นเพื่อนตัวบางของเค้านิ่งไปแบบนั้น

...ลืมงั้นเหรอ...ใช่เราลืมบางอย่างที่สำคัญไปเราต้องกลับไป ที่นั่นต้องมีคำตอบให้เราแน่ๆ ..แต่จะทำยังไงล่ะ จะทำยังไงดี...

“จิเนนครับ วันนี้ดูเหม่อจังนะ มีอะไรงั้นเหรอ” รุ่นพี่คนสำคัญที่นั่งประจำอยู่ที่พวงมาลัยเตรียมพาน้องๆ ไปหาอะไรทานต้องเอี่ยวตัวกลับมาถามร่างบางอีกครั้งอย่างเป็นห่วง...

“เอ่อ...ดนตรี...เสียงดนตรีน่ะฮะ มันทำให้ผมรู้สึกคุ้นเคย...ฟังแล้วรู้สึกเหมือนผมลืมบางอย่างที่สำคัญมากๆ ไป มันปวดที่นี่มากๆ เลย...” ร่างบางยกมือกุมหัวใจตัวเองอีกครั้ง อย่างทรมาน

“ดนตรีเหรอ? ดนตรีอะไรอ่ะ เราไม่เห็นได้ยินเลยนะ เน๊อะพี่โทโมะเน๊อะ” สิ่งที่ได้ยินทำให้ร่างบางถึงกับอึ้ง เสียงที่มีเพียงตัวเค้าเท่านั้นที่ได้ยินงั้นเหรอ เสียงนั่น...

“เอ่อ...ริวทาโร่...พี่โทโมะฮะ...ยูริขอโทษ...วันนี้ขอเบี้ยวนัดนะฮะ” ร่างบางตัดสินใจที่จะตามเสียงปริศนานั้นไป จึงต้องเอ่ยขอโทษคนที่นัดกันไว้ด้วยสีหน้าสำนึกผิด ก่อนที่จะปิดประตูรถไว้เหมือนเดิม แล้วหมุนตัวออกวิ่งกลับเข้าไปในหอเก็บตำรานั่นทันทีโดยที่ไม่มีใครเรียกไว้ได้ทัน... ...น่าแปลกนักที่ตัวเค้ารู้สึกได้ถึงพลังมากมายมหาศาลไหลเวียนอยู่ในกาย หัวใจที่เคยเจ็บปวดบัดนี้กลับเต็มตื้นไปด้วยความปิติยินดี ร่างบางวิ่งตรงไปยังส่วนที่อยู่ด้านในสุดของหอสมุดแห่งนี้ ก่อนที่จะไปหยุดหอบหายใจอยู่หน้าประตูบานหนาบานเดิมที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่นั้น... ...ในขณะเดียวกันนั้น อีกฝากหนึ่งของกาลเวลา ก็ได้เกิดนิมิตรหมายอันดีขึ้นเช่นเดียวกัน...

“ฝ่าบาท~ ยินดีด้วยพระเจ้าข้า...ยินดีด้วยพระเจ้าข้า!!!

“มีเรื่องอันใดหรือท่านเซเมะ?” ท่านโคอิจิผู้เป็นเจ้าเหนือหัวแห่งโคงะตรัสถามนักเวทประจำราชสำนักด้วยความฉงน เหตุใดจึงได้เอาแต่แสดงความยินดีเช่นนั้น

“นิมิตรหมายอันดีได้เกิดขึ้นแล้ว ดาวสีทองสุกสว่างขึ้นทางท้องฟ้าตะวันออก ลมหอบกลิ่นพฤกษาหอมหวนเข้าสู้เมืองทั้งๆ ที่ยามนี้ทั้งเมืองเราถูกหิมะปกคลุม ไม่เพียงแค่นั้นพระเจ้าค่ะ ยังเกิดเสียงดนตรีแว่วหวานไพเราะขึ้นที่ตำหนักสี่ฤดู ที่โดดเด่นที่สุดคือเสียงเครื่องสายแห่งจิเนนพระเจ้าข้า!!!

“ว่าอย่างใดนะ!? เสียงโกโตะแห่งจิเนนกระนั้นรึ!?..ไม่ได้การ!...สั่งนางกำนัลทั้งหลายให้เตรียมพิธีรับขวัญเดี๋ยวนี้เลย เอาเครื่องหอมจากไม้หอมชั้นสูงทั้งเจ็ดกลิ่นเข้าไปวางตามประตูเข้าออกทุกด้าน, เตรียมใบโชบุลงบ่อน้ำร้อนก่อนมืดค่ำ, เตรียมห้องบรรทมใหญ่ในตำหนักให้สมเกียรติ์, เตรียมเครื่องแต่งกายแห่งสกุลจิเนนให้พร้อม และให้คัดโบตั๋นสีชมพูอ่อนเข้าไปประดับตำหนักสี่ฤดูเดี๋ยวนี้ ...อ้อ!...ไปตามเรียวสุเกะลูกเราให้ไปพบเราที่นั่นด้วย จัดการเดี๋ยวนี้เลย!” สิ้นสุรเสียงเฉียบขาด เหล่าขุนนางต่างก็พากันกระวีกระวาดไปจัดเตรียมพิธีตามที่ผู้ครองโคงะได้สั่งการทันที...

 

 

...ตึก ตึก...

เสียงหัวใจสองดวง ต่างที่ต่างเวลา เพรียกหากัน...

ร่างบางทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวดปานจะดับสลาย

 

..ตึก  ตึก...

หัวใจสองดวงเร่งเร้าหนักหน่วงทั้งสองห้วงเวลา

องชายเรียวสุเกะถึงกับทรุดลงต่อหน้าต่อต่าสหายสนิท หัตถ์ขาวสะอาดกอบกุมพระหฤทัยแน่นแล้วหอบหายใจอย่างรุนแรง

 

..ตึก ตัก!!..

ร่างบอบบางน้ำตาหลั่งรินด้วยความสะเทือนใจกับมโนภาพที่เกิดขึ้นจากสัญชาติญาณแห่งสายเลือดจิเนน...วาระสุดท้ายอันแสนเจ็บปวดทรมานที่ไม่อยากจดจำภาพแล้วภาพเล่าผ่านเข้ามาเหมือนกับเครื่องฉายซ้ำ..ยูริสะอื้นไห้จนตัวโยน...ในขณะเดียวกัน องค์รัชทายาทแห่งโคงะก็รับรู้ได้และส่งกระแสจิตอันแรงกล้าผ่านความเจ็บปวดข้ามกาลเวลาเข้าปลอบโยนจิตใจร่างบางคนสำคัญ ก่อนที่จะฝืนหยัดกายขึ้นก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว...รัชทายาทหนุ่มเร่งฝีเท้าไปยังตำหนักสี่ฤดูด้วยความเร่งร้อน องค์ชายสังหรณ์ใจว่าสิ่งสำคัญที่พระองค์เฝ้ารอนั้นจะเดินทางมาถึงในไม่ช้านี้

 

..ตึก  ตัก!!!...

สองหัวใจรับรู้ถึงการมีกันและกัน เฝ้ารอกันและกันมาช้านาน

ยูริพยามตะกายร่างอันแสนทรมานเข้าชิดประตูหนา แล้วกลั้นใจออกแรงดัน แต่มันก็ไม่ขยับเขยื้อนไปจากที่เลยแม้แต่น้อย เวลานี้หัวใจดวงน้อยสับสนอลหม่าน เค้าอยากจะเข้าไปด้านใจใจแทบขาด ดนตรีคุ้นหูที่แน่ใจว่ามีเพียงตัวเค้าเท่านั้นที่ได้ยินก็ดังขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาสายน้อยหลั่งรินด้วยความขัดใจ... ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจบอบช้ำ เมื่อความจริงที่ร่างเล็กเริ่มตระหนักถึงนั้น คือการทำตามแรงปรารถนาและอาจต้องแลกด้วยการที่เค้าจะไม่ได้กลับมายืนอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว

...คุณแม่~ ช่วยยูริด้วย ฮึกๆ ยูริควรเลือกทางไหนดี ฮือออออ... ร่างบางร้องหาผู้เป็นมารดาอยู่ในใจ ในขณะที่น้ำตาก็ดูเหมือนจะไม่ยอดเหือดแห้งไปเลยสักนิด...

“ยูริ!” เสียงหวานล้ำเอื้อนเอ่ยชื่อลูกชายแผ่วเบา...ร่างบางหันหาเสียงมารดาทันทีที่ได้ยิน...สิ่งที่เห็นนั้น ยูริไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นจริงไปได้...ร่างเพรียวลมสมส่วนของมารดายื่นอยู่ไม่ห่างไกลจากเค้า แต่รอบการนั้นมีหมอกบางๆ สีขาวสะอาดรายล้อมอยู่ ร่างคุณแม่ของเค้าดูโปร่งแสง เมื่อนางจิเนนผู้เป็นแม่เห็นดังนั้นจึงเอื้อนเอ่ยวาจา

“คุมสติเอาไว้ลูกรัก อย่าหวาดกลัวแม่เลย...เจ้าจงฟังแม่ให้ดีนะลูกนะ” ร่างเล็กข่มความรุ่มร้อนทุรนทุรายในจิตใจเอาไว้อย่างยากลำบากเพื่อตั้งสติฟังสิ่งที่มารดากำลังจะบอก

“ฟังนะลูก...ตระกูลจิเนนเป็นสายเลือดแห่งผู้ทำนาย...สืบทอดกันมาช้านาน ยูริลูกจำกลอนนี้ไว้ให้ดีนะลูก”

ต่อแต่นี้เมื่อเจ้าตื่นฟื้นคืนกลับ....ดาวสลับกลับย้ายคืนผืนเวหล...

รางสังหรณ์ อีกทั้งฝันบันดาลดล....จะเป็นผล เห็นเป็นจริง ทุกสิ่งอัน...

“แล้วยูริต้องทำยังไงฮะ..ฮึกๆๆ..ต้องทำยังไงถึงจะไม่เป็นแบบนี้..”

“ผ่านประตูนี้ไป กลับไปหาเจ้าชีวิตของลูก หน้าที่ที่ลูกต้องทำนั้นยิ่งใหญ่นัก แม่ปรารถนาให้เจ้าเป็นหญิงเหมือนพี่เจ้า ยูริของแม่ถึงจะมีชีวิตอิสระได้ แต่นี่เป็นลิขิตของฟ้าแม่มิอาจฝืน ยื้อลูกเอาไว้ไม่ให้ไปได้ ยูริ..ท่านชายจำเป็นต้องมีลูกอยู่เคียงข้าง จากนี้ไปลูกจะไม่มีพ่อแม่คอยเคียงข้าง ข้างกายเจ้าจะมีแต่เค้า ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ลูกต้องไม่เดินทางเดิม จำไว้นะ!

“ฮึกๆ คุณแม่...ฮึก...ย่ะ ยูริ ไม่...”

“ไปซะ! อย่าฝืนเลย ไม่เช่นนั้น เจ้าทั้งสองจะดับสูญไปชั่วกาล...แม่ยอม ยอมเสียลูกไปตอนนี้ ดีกว่าเสียลูกไปตลอดกาล..ไปซะ ยูริ ลูกต้องไปแล้ว...”

“ฮึกๆ คะ..คุณแม่..โอ๊ย...ฮึกๆ..ย่ะ..ยูริรักคุณแม่นะฮะ” ร่างบางเอ่ยคำลาด้วยน้ำตานองหน้า ก่อนที่จะบังเกิดแสงสว่างจ้าแสบตาเมื่อบานประตูเริ่มแง้มเปิดออกเองราวกับมีคนเปิดรับ ร่างบางหันมองมารดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ขาเรียวบางจะก้าวผ่านประตูเข้าไปภายใน บานประตูค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พร้อมกับแสงจ้าที่หายไป ทุกสิ่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติประหนึ่งว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น...

“ฮึกๆ..ฮือ...ยูริ ยูริของแม่ ฮืออออออ”

“คุณแม่!!! เป็นอะไรคะ...แล้วน้อง...” ซายูริก้าวเข้าไปประคองร่างอ่อนแรงของมารดาทันทีที่เธอเห็นมารดากลับคืนสติอีกครั้ง แต่น้ำตามากมายที่ไหลออกมานั้น อดทำให้เธอหวั่นใจไม่ได้เลย

“น้อง..ฮึกๆ...น้องไปแล้ว...น้องจากเราไปสู่ที่ที่เค้าจากมาแล้วลูก...โห~ ยูริ~” ผู้เป็นแม่ร่ำไห้ปานจะขาดใจ กอดลูกสาวคนโตเอาไว้แน่ เรื่องที่เพิ่งรับรู้ทำให้ซายูริถึงกับตัวชา แต่เธอก็เข้มแข็งพอจึงกอดปลอบผู้เป็นมารดาอย่างเข้าใจ

 


 


                ณ ห้วงเวลาอันแสนไกลในอดีต

                บัดนี้สองหัวใจต่างก็สัมผัสได้ถึงการหวนคืนของสิ่งสำคัญอีกครั้งหนึ่งแล้ว

องค์รัชทายาทเสด็จมาถึงตำหนักสี่ฤดูด้วยความร้อนพระทัย พลังอำนาจที่มิอาจมองเห็นนั้น บัดนี้กำลังส